|
มวยไทย
กรุงเทพฯ มีสนามมวยดังนี้
สนามมวยเวทีราชดำเนิน ถนนราชดำเนิน มีการชกมวยทุกวันจันทร์,พุธ,พฤหัสบดี และวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลาเวลา 18.30-22.30 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2281 4205, 0 2281 0879, 0 2280 1684
สนามมวยลุมพินี ตั้งอยู่บนถนนพระรามที่ 4 มีการจัดการแข่งขันชกมวยทุกวันอังคาร, ศุกร์ เวลา 18.00-22.00 น. และวันเสาร์ เวลา 17.00-24.30 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 252 8765, 0 2253 7702, 0 2253 7940 หรือเว็บไซต์ www.muaythailumpinee.com/home.html
เวทีมวยกรุงเทพ และโรงเรียนมวยไทยวันทรงชัย ถนนเทียมร่วมมิตร เขตห้วยขวาง โทร. 0 2618 5314 - 6 หรือเว็บไซต์ www.muaythai.co.th , www.bangkokboxingstadium.com
เรียนทำอาหาร กรุงเทพฯ
โรงเรียนสอนทำอาหารแม่บ้านทันสมัย
45/6-7 ถนนเศรษฐศิริ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์/ โทรสาร 0 2279 2831, 0 2279 2834, 0 2279 3524, 0 26196428
อีเมล์ master@mwthaicook.com
เว็บไซต์ http://www.mwthaicook.com
โรงเรียนสอนการผลิตอาหารและขนมอบมาตรฐาน
บริษัท ยูเอฟเอ็มฟู้ดเซ็นเตอร์ จำกัด
593/29-39 สุขุมวิท 33/1 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทร. 0 2259 0620 - 30, 0 2260 5280 - 300 ต่อ 288, 289
โทรสาร 0 2258 5041, 0 2259 0636
อีเมล์ ufmeducation@ufmeducation.com
เว็บไซต์ http://www.ufmeducation.com
ล่องแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร
เจ้าพระยาครูส ออกจากท่าริเวอร์ซิตี้ โทร. 0 2541 5599 www.chaophrayacruise.com
เรือแกรนด์เพิร์ล โทร. 0 2861 0255 ต่อ 201-204 www.grandpearlcruise.com
แม่ย่านาง ดินเนอร์ ครูส ออกจากท่าเรือโรงแรมโอเรียนเต็ล โทร. 0 2659 9000 ต่อ 7306
เรือมโนราห์ โทร. 0 2477 0770 www.manohracruises.com
ยกยอ มารีน่า โทร. 0 2863 0565-6 www.yokyor.co.th
เรือริเวอร์ไซต์ ออกจากโรงแรมริเวอร์ไซด์ โทร. 0 2883 1588
ติดต่อเรือเช่าล่องเจ้าพระยา- ติดต่อได้ที่ ท่าช้าง ท่าสี่พระยา ท่าพระอาทิตย์ หรือสอบถามศูนย์ท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร โทร. 0 2225 7612-4
- มโนห์รา ดรีม เรือท่องเที่ยวหรูคลาสสิก ตกแต่งแบบไทย โทร. 0 2477 0770
ล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ-อยุธยา มีบริการนำเที่ยวล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา
บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด จัดรายการนำเที่ยวสู่พระราชวังบางปะอิน วัดนิเวศธรรมประวัติ ผ่านวัดไผ่ล้อมและแวะเที่ยวชมศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ทุกวันอาทิตย์ เรือออกจากท่ามหาราชเวลา 08.00 น. และกลับถึงกรุงเทพฯ เวลา 18.00 น. อัตราค่าโดยสารคนละ 390 บาท ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2222 5330, 0 2623 60013
เรือมโนราห์ 2 ออกจากท่าโรงแรมแมริออท รีสอร์ท แอนด์สปา ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน แวะเที่ยวชมตั้งแต่กรุงเทพฯ วัดอรุณฯ พิพิธภัณฑ์เรือ ผ่านเกาะเกร็ด นนทบุรี วัดปทุมคงคา แวะวัดต่างๆ ในพระนครศรีอยุธยา บางปะอิน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2476 0021-2
เรือมิตรเจ้าพระยา เรือออกจากท่าช้างเวลา 08.00 น. ทุกวันอาทิตย์ แวะศูนย์ศิลปาชีพบางไทร บางปะอิน ขากลับแวะวัดเฉลิมพระเกียรติ และกลับถึงกรุงเทพฯ เวลา 18.00 น. อัตราค่าโดยสารผู้ใหญ่ 390 บาท เด็ก 300 บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2623 6169, 0 2225 6179
เรือเมฆขลา มีบริการนำเที่ยวสู่พระราชวังบางปะอินและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แบบ 2 วัน 1 คืน พร้อมอาหารและเครื่องดื่ม โดยเรือจะออกจากท่าโรงแรมแม่น้ำ เวลา 14.30 น. และเดินทางกลับโดยรถยนต์ (หรือจะเลือกเดินทางไปโดยรถยนต์ออกเวลา 07.00 น.และเดินทางกลับโดยทางเรือ) อัตราค่าบริการคนละ 4,500-7,600 บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2256 6666
เรือริเวอร์ซันครุ้ยส์ บริการเรือนำเที่ยวไปเช้า-เย็นกลับ พร้อมอาหาร สู่พระราชวังบางปะอินและนำเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่น วัดมหาธาตุ วัดโลกยสุธาราม รถออกจากศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้เวลา 08.00 น.และเดินทางกลับโดยทางเรือเวลา 16.30 น. อัตราค่าบริการคนละ 1,600 บาท ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2266 9125-6, 0 2266 9316
เรือฮอไรซันครุ้ยส์ มีบริการเรือนำเที่ยวทุกวัน สู่พระราชวังบางปะอิน นำเที่ยวพระนครศรีอยุธยา เช่น วัดใหญ่ชัยมงคล วัดมหาธาตุ วัดพระศรีสรรเพชญ์ พร้อมอาหาร รถออกจากลานจอดรถใกล้โรงแรมแชงกรีล่าเวลา 08.00 น. เดินทางกลับโดยทางเรือ ถึงกรุงเทพฯ เวลา 18.00 น. อัตราค่าบริการคนละ 1,800 บาท ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2236 7777 ต่อ 6205-6, 0 2236 9952
เรือแกรนด์เพิร์ล มีบริการเรือ-รถนำเที่ยวไปอยุธยา ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยรถบัสปรับอากาศ แวะพระราชวังบางปะอิน วัดมหาธาตุ วัพพระศรีสรรเพชญ์ วัดไฃยวัฒนาราม และเดินทางกลับกรงเทพฯทางเรือ อัตราค่าบริการคนละ 1,700 บาท สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2861 0255 ต่อ 201-4 http://www.grandpearlcruise.com
เวิลด์ทราเวิล เซอร์วิส จัดรายการนำเที่ยวสู่พระราชวังบางปะอินและจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นประจำทุกวัน พร้อมอาหารบุฟเฟต์ รถออกจากท่าริเวอร์ซิตี้เวลาประมาณ 07.30 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 16.30 น. เดินทางกลับทางเรือ อัตราค่าบริการคนละ 1,600 บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2234 4875
อยุธยาโบ๊ตแอนด์ทราเวล บริการให้เช่าเรือ Rice Barge ล่องระหว่างกรุงเทพฯ-อยุธยาใช้เวลาล่อง 2 - 3 วัน และมีบริการเรือล่องบริเวณเกาะเมืองด้วย ติดต่อ โทร. 0 2950 2822 http://www.ayutthaya-boat.com
ล่องเจ้าพระยา ด้วยเรือด่วน
จากท่าน้ำ จ. นนทบุรี ถึงท่าน้ำวัดราชสิงขรในสมัยอยุธยาเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายหลักจากอยุธยาสู่ปากอ่าวไทย ช่วงโค้งน้ำฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลเลียบผ่านเขตกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นใน หรือที่เรียกว่า " เกาะรัตนโกสินทร์ " ซึ่งสถาปนาในรัชกาลที่1 พ.ศ. 2325 โดยมีพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วอันงามสง่าเป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมือง ฝั่งตรงข้ามเป็นที่ตั้งของพระราชวังเดิมสมัยธนบุรี และวัดอรุณราชวราราม ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวต่างประเทศตลอดสายน้ำเจ้าพระยาทางนี้มีท่าเรือหลายแห่งให้แวะขึ้นไปเดินชม มีทั้งตลาดดั้งเดิมคู่กรุงเทพฯ ตลาดดอกไม้ ผักผลไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ รวมทั้งแหล่งอาหารและแหล่งจับจ่ายที่ได้สัมผัสสีสันวิถีชีวิตของคนกรุงเทพ ฯ ได้ตั้งแต่ย่ำรุ่งจนถึงยามค่ำคืน หรือจะชมทิวทัศน์ของสถาปัตยกรรมทางน้ำ ทั้งโบสถ์ฝรั่ง มัสยิด วังเจ้านาย บ้านโบราณของคหบดี บริษัทห้างร้านของชาวตะวันตกที่แทรกสลับด้วยอาคารสำนักงานหรูทันสมัย ที่สะท้อนการผสมผสานสองบุคลิกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นทั้งมหานครแห่งความทันสมัยและศูนย์กลางแห่งศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติ
นอกจากการนั่งเรือชมทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำแล้ว จุดที่แนะนำให้แวะขึ้นไปเดินเที่ยว ได้แก่ ปากคลองตลาด แหล่งขายส่งดอกไม้ และพืชผักผลไม้แห่งใหญ่ เทเวศร์ แหล่งขายต้นไม้และย่านอาหารอร่อย แต่ที่ไม่ควรพลาดคือ การเดินชมย่านไชน่าทาวน์เยาวราช จากท่าน้ำราชวงศ์เดินเลียบไปตามถนนราชวงศ์เข้าสู่ย่านไชน่าทาวน์ริมถนนเยาวราช แวะเข้าไปนั่งดื่มน้ำชา กาแฟที่ร้านกาแฟโบราณ หรือชิมอาหารจีนในภัตตาคารรุ่นแรก ๆ ของเยาวราชบนถนนพาดสาย หากมีเวลาอาจเดินต่อไปทางสำเพ็งและพาหุรัด หรือ ลิตเติ้ลอินเดีย แหล่งขายผ้า อาหาร และเครื่องเทศแบบอินเดีย
อีกแหล่งที่ไม่ควรพลาดคือ ท่าพระอาทิตย์ ยามเย็นเดินชมอาคารเก่าริมแม่น้ำตามเส้นทางเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาสุดทางที่สวนสันติชัยปราการ ภายในสวนมีพระที่นั่งสันติชัยปราการริมน้ำไม่ไกลจากพระที่นั่งมีต้นลำพูต้นสุดท้ายของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "บางลำพู" ภายในบริเวณยังเป็นที่ตั้งของป้อมพระสุเมรุ ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ป้อมรอบเกาะรัตนโกสินทร์ที่เหลืออยู่
เรือโดยสารของ บริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา บริการทุกวันจากท่าวัดราชสิงขรถึงท่าน้ำนนทบุรี ( ในช่วงเวลาเร่งด่วนไปท่าเรือปากเกร็ด ) เที่ยวแรก เวลา 06.00 น. เที่ยวสุดท้าย เวลา 18.40 น.
ตัวอย่างโปรแกรมท่องเที่ยวทางน้ำ ของบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา
ล่องเรือสุขสันต์ กับเรือด่วนเจ้าพระยา (เส้นทางจากท่าสาทรถึงท่าพระอาทิตย์)
บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09.30-15.00 น. ออกทุกๆ 30 นาที
เรือโดยสารพิเศษ สำหรับเดินทางท่องเที่ยวแม่น้ำเจ้าพระยาสามารถใช้เดินทางขึ้น-ลงได้ตลอดทั้งวัน ให้บริการโดย บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด สะดวกสบายด้วยเรือโดยสารขนาดใหญ่ พร้อมมัคคุเทศก์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวบนเรือ ให้บริการเชื่อมต่อจาก สถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสิน จาก ท่าเรือสาทร ไปยัง ท่าเรือพระอาทิตย์ ซึ่งให้บริการรับ-ส่ง 10 ท่าเรือที่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวรอบเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ สามารถแวะชมสถานที่ที่น่าสนใจริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาทิ พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว วัดโพธิ์, พิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธี เยาวราช ศาลเจ้าพ่อกวนอู และถนนข้าวสารเป็นต้น ราคาชุดบัตรโดยสาร 100 บาท จำหน่ายบัตรที่ท่าเรือสาทร (สะพานตากสิน)
ล่องเรือสุขสันต์ ไหว้พระ 9 สิ่งศักดิ์สิทธิ์
บริการทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 09.00-15.09 น. ขึ้นเรือที่ ท่าเรือมหาราช (อยู่ระหว่างท่าช้าง และท่าพระจันทร์) แวะสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ 9 แห่งได้แก่ 1. หลวงพ่อซำปอกง (พระพุทธไตรรัตนนายก) ณ วัดกัลยาณมิตร 2. ศาลเจ้าเกียงอันเก็ง 3. ศาลเจ้ากวนอู และชมสวนสมเด็จย่า 4. พระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม 5. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม 6. วัดสามพระยา (บางขุนพรหม) 6. พระแซกคำ ณ วัดคฤหบดี 7. พระพุทธเทวราชปฎิมากร ณ วัดเทวราชกุญชร พร้อมให้อาหารปลาบริเวณหน้าวัด 8.วัดพระศรีรัตนศาสดาราม อัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่ 199 บาท เด็ก 99 บาท(สูงไม่เกิน 100 ซม.)
ล่องเรือสุขสันต์ เที่ยวเกาะเกร็ด
บริการทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 10.00-16.30 น. เรือออกจากท่าเรือสาทร(ตากสิน) สู่ท่าเรือมหาราช มุ่งสู่วัดเฉลิมพระเกียรติเพลิดเพลินกับความงามของอุทยานทางน้ำแห่งแรกในประเทศไทย พร้อมกับให้อาหารปลาหน้าวัด จากนั้นเดินทางต่อไปยังเกาะเกร็ด ชมความงามของวัดปรมัยยิกาวาสวัดเก่าแก่อายุกว่า 200 ปี ซึ่งมีประวัติมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ทั้งศิลปะทางสถาปัตยกรรม ภาพจิตรกรรมฝาผนัง และลายปูนปั้นในพระอุโบสถ จากนั้นแวะหมู่บ้านชาวมอญชมการสาธิตการทำ เครื่องปั้นดินเผา และเดินทางโดยเรือกลับสู่กรุงเทพฯ อัตราค่าบริการ คนละ 300 บาท
ติดต่อ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด โทร.0 2623 6001-3, 0 2222 5330 โทรสาร 0 2225 3002 เว็บไซต์www.chaophrayaboat.co.th
การปีนหน้าผาในกรุงเทพ
การปีนหน้าผาในลักษณะเพื่อการท่องเที่ยวนั้น ตามจุดปีนหน้าผาส่วนใหญ่จะมีอุปกรณ์การฝึกพื้นฐานสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่มีประสบการณ์ โดยมีผู้ชำนาญเส้นทางเป็นผู้ฝึกให้ แต่ถ้านักท่องเที่ยวท่านใดต้องการที่จะเตรียมความพร้อมของตนเองก่อน เพื่อที่จะไปปีนผาที่มืออาชีพไปกัน ซึ่งไม่ใช่ไปปีนเพียงเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น เพราะมีจุดปีนผาหลายจุดที่ต้องอาศัยความชำนาญและการฝึกฝนมากกว่า สำหรับผู้ที่สนใจกีฬาการปีนหน้าผา ต้องการทดลองหาประสบการณ์ก่อนตัดสินใจ สามารถเรียนรู้และฝึกหัดการปีนผาที่ถูกวิธี หรือจะฝึกหัดให้ชำนาญเพื่อไปพิชิตจุดชมวิวที่สวยงามก็สามารถติดต่อชมรมปีนหน้าผาต่าง ๆ ดังนี้
1. Bangkok Rock-climbing Club (ชมรมปีนหน้าผากรุงเทพ)
531 ซ.วัดภัคคินีนาถ บางพลัด กรุงเทพฯ 10700 เปิดบริการทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ (วันธรรมดาต้องติดต่อล่วงหน้า) ตั้งแต่เวลา 10.00 น. 18.00 น. โทร. 0 2434 6100, 0 2433 6417-8 อัตราค่าบริการ 150 บาทต่อคน (ราคานี้ไม่รวมค่าอุปกรณ์) หรือ 350 บาทต่อคน (รวมอุปกรณ์) และในบางครั้งทางชมรมจะมีการจัดอบรมนอกสถานที่ เช่น ที่จังหวัดเพชรบุรี (เขาย้อย) ค่าบริการ 5,400 บาทต่อคน www.thaiclimbling.com
2. Out Side
1 หมู่ 11 ถ.สี่แยกวังหิน(ใกล้กับห้างจัสโก้วังหิน) แขวงลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230 โทร. 0 2942 2057-8, 0 2942 1931 เปิดบริการทุกวันพุธ ศุกร์ เวลา 16.00 น. 23.00 น. วันเสาร์ อาทิตย์ เวลา 13.00 น. 18.00 น. ค่าบริการ 150 บาทต่อครั้ง (สำหรับบุคคลทั่วไป) และ 100 บาท ต่อครั้ง (สำหรับสมาชิก) ค่าสมัครสมาชิกปีละ 600 บาท นอกจากนี้ยังมีการฝึกอบรมการปีนหน้าผาจำลองความสูง 7 เมตร ราคา 2,500 บาท ใช้เวลาในการอบรม 3 วัน
แต่ละชมรมจะจัดกิจกรรมการปีนหน้าผา โดยเริ่มจากการฝึกหัดการปีนที่ถูกวิธี และฝึกความชำนาญ แล้วจัดรายการเดินทางไปยังจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศ เช่น กระบี่ อุทัยธานี เพชรบุรี ชลบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และตาก (แม่สอด) ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ชมรมโดยตรง
นอกจากชมรมเหล่านี้แล้ว นักท่องเที่ยวสามารถฝึกทดลองปีนหน้าผาจำลองได้จากค่ายทหารทุกแห่งที่เปิดให้นักท่อง เที่ยวเข้าไปเยี่ยมชม แต่ละค่ายได้รวมการปีนหน้าผาไว้เป็นกิจกรรมหนึ่งด้วย โดยได้สร้างหน้าผาจำลองไว้เป็นอุปกรณ์ หนึ่งที่ใช้ฝึกความกล้าหาญ
ขี่จักรยานเที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์
เส้นทางจักรยานรอบเกาะรัตนโกสินทร์
ในปัจจุบันพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะส่วนในสุด ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ส่วนราชการ ในวันเสาร์กลางคืนและเช้าวัน อาทิตย์ รถยนต์มีน้อย การจราจรไม่พลุกพล่าน จักรยานสามารถใช้ถนนได้อย่างสะดวกและปลอดภัย จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผู้รัก จักรยานจะนำรถของตนมาขี่ชมการประดับไฟฟ้าส่องสว่างโบราณสถานอันสวยงามในตอนกลางคืน และชมกรุงรัตน โกสินทร์อันสงบเงียบในช่วงเช้า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงสำรวจและจัดทำเส้นทางจักรยานรอบเกาะรัตน โกสินทร์ขึ้น โดยเส้นทางดังกล่าวมีหลักอยู่ 3 ประการ คือ
# ประการแรก ใช้ถนนปรกติให้มากที่สุด เพื่อยืนยันแนวคิดที่ว่า จักรยานก็มีสิทธิในการใช้ถนนเช่นเดียวกับยาน พาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ทุกชนิด
# ประการที่ 2 หลบเลี่ยงพื้นที่ที่มีการจราจรพลุกพล่านให้มากที่สุด เพื่อความเพลิดเพลินในการขี่จักรยานชมเกาะรัตน โกสินทร์
# ประการที่ 3 แวะชมสถานที่สำคัญให้มากที่สุด
เส้นทางจักรยานรอบเกาะรัตนโกสินทร์อาจเริ่มต้นจากจุดใดก็ได้ บนเส้นทางสายนี้ ขอเพียงอยู่บนเส้นทาง ผู้ใช้จักรยานก็ จะมีความมั่นใจในการใช้จักรยานมากขึ้นและได้ชมสถานที่ที่น่าสนใจได้อย่างครบถ้วน ในที่นี้ขอใช้ถนนราชดำเนิน นอกบริเวณหน้า ททท. เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินทาง
เส้นทางช่วงที่ 1 ททท.ราชดำเนิน-ลานพลับพลาเจษฎาบดินทร์
ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร
เริ่มจากอาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ถนนราชดำเนินนอก ใช้เส้นทางคู่ขนาน ตรงไปสะพานผ่านฟ้าลีลาศเมื่อ ถึงสี่แยกไฟแดงหยุดรอสัญญาณเหมือนรถยนต์ทั่วไป ต้องปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดเมื่ออยู่บนถนนสาธารณะ ทาง ซ้ายมือคือ ตึกเก่าของกระทรวงคมนาคม ที่เกาะกลางถนนจะมองเห็นต้นมะขามเรียงรายร่มรื่น เป็นระยะ ๆ ตลอดเส้นทาง
เมื่อเคลื่อนที่ตามสัญญานไฟแล้วก็เลี้ยวขวาขึ้นสะพานผ่านฟ้าลีลาศเข้าถนนราชดำเนินกลาง จุดนี้ควรระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีรถยนต์พลุกพล่านและต้องแล่นตัดเส้นทางจราจรเป็นรูปกากบาท หากขี่กันเป็นขบวนต้องมีการเกาะกลุ่ม โดย เฉพาะในจุดอันตรายเพื่อเคลื่อนที่ไปพร้อม ๆ กัน เมื่อมองไปรอบตัวสะพานผ่านฟ้าลีลาศจะเห็นสิ่งสำคัญ ๆ ของเกาะรัตน โกสินทร์มากมาย จุดแรกที่หยุดคือ ลานพลับพลาเจษฎาบดินทร์ จากจุดนี้เองจะเห็นโลหะปราสาท ตั้งตระหง่านมีฉากหลัง เป็น พระบรมรูปรัชกาลที่ 3 ด้านซ้ายเป็นป้อมมหากาฬและกำแพงพระนคร ริมป้อมเป็นคลองรอบกรุง ไกลออกไปเป็นภูเขา ทอง หากเป็นช่วงเวลากลางคืนก็จะสวยงาม เพราะมีการประดับไฟส่องสว่าง
เส้นทางช่วงที่ 2 ลานพลับพลาฯ-เสาชิงช้า
ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร
จากลานพลับพลาเจษฎาบดินทร์ ใช้เส้นทางไปทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนดินสอขี่ไปบนเส้น ทางเดินรถมวลชน เมื่อไปได้ช่วงหนึ่งก็จะเข้าสู่ย่านเสาชิงช้า ซ้ายมือคือ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ศูนย์กลางการบริหาร งานส่วนท้องถิ่นของชาว กทม. ถัดมาทางขวามือเป็น เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ศูนย์กลางของผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ใน ประเทศไทย เมื่อไปถึงสามแยก เป็นจุดที่ควรระวังเป็นพิเศษ ต้องหยุดรอสัญญาณจราจร แล้วแยกเข้าสู่ลานเสาชิงช้า
จากลานเสาชิงช้า ด้านหนึ่งคือถนนบำรุงเมือง ถนนสายเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ในอดีต เสาชิงช้า และวัดสุทัศน์เทพวรา รามฯ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร และลานคนเมือง ซึ่งทาง กทม. ได้ประดับไฟที่บริเวณจุดนี้ด้วยเช่นกัน
เส้นทางช่วงที่ 3 เสาชิงช้า-วัดโพธิ์
ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร
ออกจากเสาชิงช้า ขี่เลียบกำแพงวัดสุทัศน์ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่สถนนตีทอง ตรงไปถึงสามแยกเข้าถนนราชบพิธ ซึ่งต้องระวัง รถทางแยก เมื่อเข้าถนนราชบพิธจะร่มรื่นด้วยต้นไม้และเงียบสงบ จากนั้นขี่ตรงไปข้ามสี่แยกตัดถนนเฟื่องนคร ผ่านไปหน้า วัดราชบพิธฯ แล้วแล่นตรงต่อไปจนถึงสามแยกตัดถนนอัษฎางค์ เลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานช้างโรงสี ข้ามคลองคูเมืองเดิมเข้าถนน กัลยาณไมตรี สองข้างทางเป็นตึกสวย ซ้ายเมืองเป็นกรมแผนที่ทหาร ขวามือคือกระทรวงกลาโหม แล้วตรงไปจนถึงสามแยก ตัดถนนสนามไชย เลี้ยวขวาขึ้นบาทวิถี เลียบหน้ากระทรวงกลาโหม ผ่านปืนใหญ่ที่ตั้งหน้ากระทรวง ซึ่งหนึ่งในนี้คือนาง พญาตานี ปืนใหญ่ที่สวยที่สุดด้วย จอดพักที่ศาลหลักเมือง และ วัดพระแก้ว แล้วขี่ย้อนกลับผ่านสวนสราญรมย์ และไปกลับ รถตามวงเวียนหน้ากรมการรักษาดินแดน เลี้ยวซ้ายเลียบวัดโพธิ์ ผ่านท่าเตียน แล้วเลาะไปชมวัดอรุณฯ ที่ท่าสุพรรณ จากนั้น เลี้ยวซ้ายไปหยุดพักที่วัดโพธิ์ ภายในลานวัดโพธิ์นี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีการประดับไฟฟ้าสวยงามสว่างไสว พระมหาเจดีย์ 4 องค์ของวัดโพธิ์สวยงามประทับใจยิ่งนัก
เส้นทางช่วงที่ 4 วัดโพธิ์-ป้อมพระสุเมรุ
ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร
จากวัดโพธิ์ อ้อมกลับมาทางด้านถนนสนามไชย แล้ววนกลับตามเส้นทางเดิม พอถึงสามแยกท่าเตียนจะเลี้ยวขวาเข้าสู่ ถนนมหาราช จากนั้นแล่นไปตามถนนมหาราชชิดบาทวิถีเลาะเลียบกำแพง พระบรมมหาราชวัง ท่าราชวรดิษ ท่าช้าง ท่าพระ ท่าพระจันทร์ เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนประชาธิปไตยที่ร่มรื่นด้วยต้นประดู่ ด้านหนึ่งเป็นกำแพงเก่าของวังหน้า ถึงหัวมุม สนามหลวง เลี้ยวซ้ายเลียบผ่านหน้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบกับต้นมะขามสนามหลวงอีกครั้ง
แล่นต่อไปผ่านหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งขาติ พระนคร หรืออดีตวังหน้า เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนราชินี ผ่านหน้าโรงละคร แห่งชาติ วัดพระแก้ววังหน้า แล้วเลี้ยวขวาลอดใต้สะพานพระปิ่นเกล้าฯ เข้าสู่ถนนพระอาทิตย์ แล่นตรงไปจนถึงป้อมพระ สุเมรุ จุดที่ต้องระวังอีกจุดคือทางโค้งก่อนเข้าสู่ป้อม รถยนต์อาจแล่นออกมาเร็ว ให้ดูคนข้างหน้าให้ดี พอถึงป้อมพระสุเมรุจะ เลี้ยวซ้ายเขาไปทางด้านหลังของตัวป้อม
เส้นทางช่วงที่ 5 ป้อมพระสุเมรุ-กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา.
ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร
จากป้อมพระสุเมรุ แล่นตามถนนพระสุเมรุจนถึงสี่แยกบางลำภู ตรงสี่แยกเป็นจุดอันตรายอีกแห่งหนึ่ง เพราะจักรยานที่ ชิดซ้ายจะเลี้ยวขวา เมื่อพ้นแยกบางลำภู รถจะน้อย ทำให้ขี่จักรยานได้สบายขึ้น จากบางลำภูขี่ตรงไปจนถึงหน้าโรงพักชนะ สงคราม เลี้ยวซ้ายเข้าถนนข้าวสาร บริเวณนี้หากเป็นเวลากลางคืนจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศออกมานั่งดื่ม และรับ ประทานอาหาร เดินเล่นหรือซื้อของที่วางขายอยู่ บรรยากาศคึกคักน่าสนุกสนานมาก ออกจากถนนข้าวสาร จะกลับไปถนนสิบ สามห้าง และกลับออกสู่ถนนราชดำเนินกลางอีกครั้งหนึ่ง โดยแล่นบนบาทวิถี แล่นข้ามสะพานผ่านฟ้าฯ ไปเข้าถนนคู่ขนานริม ซ้ายสุดตามถนนราชดำเนินนอก ไปเลี้ยวขวากลับรถมาสิ้นสุดการเดินทางที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอีกครั้งหนึ่ง
ท่องเที่ยวเขตทหาร กรุงเทพมหานคร
กิจกรรมในเขตพื้นที่ทหาร กรุงเทพฯ ได้แก่
* ชมรมขี่ม้าทหารม้ารักษาพระองค์ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ โทร. 0 2297 5133, 0 2357 1024
* สนามไดร์ฟกอล์ฟ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ โทร. 0 - 2297 - 5109
* ชมรมยิงปืนยานเกราะ(สนามเป้า) โทร. 0 2297 5086 ทุกวัน 09.00-17.30
* ชมรมยิงปืนยานเกราะ(เกียกกาย) กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ โทร. 0 2241 1688, 0 2241 1659
* สนามยิงปืนกรมการรักษาดินแดน กรมการรักษาดินแดน โทร. 0 2222 4840, 0 2221 2871
ล่องคลองบางกอกน้อย จ.กรุงเทพมหานคร
ชลมารคนี้ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยแล้ว ต่อมาสมัยอยุธยาจึงมีพระราชพิธีกฐินหลวง ทางชลมารค
วัดสุวรรณาราม
เป็นพระอารามหลวง ก่อสร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย ครั้งหนึ่งในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีเคยใช้เป็นลานประหารหมู่เชลยศึก พม่า เนื่องจากท่านเกรงว่านักโทษจะแหกคุกตอนที่จะยกทัพหลวงขึ้นไปต้านพม่าที่พิษณุโลก สิ่งที่เป็นสมบัติล้ำค่าของวัด นี้และของประเทศชาติอยู่ในพระอุโบสถ นั่นก็คือ ภาพจิตรกรรมฝีมือเยี่ยมของช่างหลวงสมัยรัชกาลที่ 3 และจิตรกรชั้นครู ซึ่งเขียนประชันกัน อย่างคงแป๊ะที่ถนัดภาพมโหสถ และอาจารย์ทองอยู่วาดชาดกตอนเตมีราช
วัดศรีสุดาราม (วัดชีปะขาว)
สร้างในสมัยอยุธยา และมาบูรณะในสมัยรัชการที่ 1 และวัดนี้เคยเป็นที่จำพรรษาเมื่อครั้งสุนทรภู่เป็นภิกษุ นักท่องเที่ยว จะหยุดแวะให้อาหารปลาที่หน้าวัดนี้เสมอ
ตลาดน้ำตลิ่งชัน
มีเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ตั้งแต่ 7.00-16.00 น. พ่อค้าแม่ค้าซึ่งเป็นชาวสวน ในพื้นที่จะนำผลผลิตจากสวนซึ่งมีทั้งพันธุ์ไม้ ผักสด ปลา และอาหารต่าง ๆ มาจำหน่ายผลัดเปลี่ยนไปตามฤดูกาล และยังมีร้านอาหารบนแพริมน้ำ เรืองล่องชมสวน
วัดนายโรง
สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา แล้วมาปฏิสังขรณ์ ในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 ตามประวัติผู้สร้างโบสถ์ที่นี่คือ นายโรง ละคร จึงเรียกที่นี่ว่า วัดนายโรง ที่วิหารมีรูปปั้นของนายโรงละคร ภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นฝีมือช่างพื้นบ้านมีการสอด แทรกอารมณ์ขันของศิลปินไว้ในภาพ ส่วนบนจะเป็นภาพพุทธประวัติ ภาพเทพ คนธรรม์ ชาวต่างประเทศ และภาพเทพ ชุมนุมซึ่งแบบนำมาจากพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ ซี่งนำแบบมาจากวัดใหญ่สุวรรณารามที่เพชรบุรีอีกต่อหนึ่ง
วัดสุวรรณคีรี (วัดขี้เหล็ก)
ตั้งอยู่ตรงทางสามแพร่งพอดี คือทางที่แยกไปคลองชักพระและบางกรวย ทางวัดจึงได้สร้าง พระพุทธรูป ปางห้ามสมุทร ไว้หน้าวัดเพื่อเป็นเครื่องกันอาถรรพ์ เป็นความเชื่อที่ถือมาแต่โบราณ ภายในโบสถ์ที่ประดับด้วย รูปแกะนารายณ์ทรง สุบรรณฝีมือช่างจิตรลดา และภาพไม้แกะสลัก เป็นรูปศาสนสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น พระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุหริภุญชัย และ พระธาตุพนม โบสถ์เปิดทุกวันถึง 17.00 น
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ หอไตรซึ่งมีบานประตู เขียนลายทองทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายหน้ากระดานเป็นก้ามปู สวยงาม มาก ลวดลายแบบนี้จะนิยมในสมัยรัชกาลที่ 4
วัดไก่เตี้ย
มีหอพระไตรปิฏกเก่าสมัยอยุธยา แต่ทางวัดไม่ได้บูรณะ พระบรมสารีริกธาตุจากวัดนางชีมาขึ้นที่นี่ และประกอบพิธี ก่อน จะนำออกสู่คลองบางกอกน้อย แม่น้ำเจ้าพระยา และคลองบางกอกใหญ่ตามลำดับ
วัดชลอ
ตั้งอยู่ที่อำเภอบางกรวย มีโบสถ์เก่าสมัยอยุธยาตอนต้น ฐานโบสถ์ตกท้องช้าง อิฐที่ใช้ก้อนจะใหญ่มากซี่งสมัยนี้หาดูได้ยาก ใบเสมา ทำจากศิลาแลงที่นิยมในสมัยอู่ทอง
วัดโพบางโอ
ต้องเดินเข้าไปประมาณ 200 เมตร จากท่าเรือ มีภาพจิตรกรรมแป้งสาคูเปียกฝีมือช่างสกุลนนทบุรี เป็นวัดเก่าในสมัยอยุธยา และได้รับการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยกรมหลวง เสนีบริรักษ์ (ต้นสกุล เสนีวงศ์) พระโอรส ในกรมพระราชวังหลัง โบสถ์มีลักษณะคล้ายวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เสาย่อ มุมไม้สิบสองและเอนเข้าหากัน เพื่อเป็นการรับน้ำหนักของตัวอาคาร หน้าบันเป็นเครื่องไม้จำหลักทรงโรงลดชั้นสามชั้นมี ลวดลายจีนแบบพระราชนิยม ในสมัยรัชกาลที่ 3 ใบเสมาเป็นหินทรายมีเจดีย์ล้อมรอบตัวพระอุโบสถทั้งสี่ด้าน ซุ้มบันแถลง ทำจากปูนน้ำอ้อย
วัดบางอ้อยช้าง
ที่มณฑปริมน้ำเป็นที่ประดิษฐาน รอยพระพุทธบาทอายุเกือบ 200 ปี นำมาประดิษฐานที่นี่ตั้งแต่ พ.ศ. 2359 สันนิษฐานว่า พระอธิการทองอยู่เจ้าอาวาสองค์แรก ของวัดนี้ได้มาครั้งที่ขึ้นไปพิษณุโลกเพื่อหาไม้มาสร้างวัด
วัดแก้วฟ้า
สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระมหาจักรพรรดิ์ (อยุธยาตอนต้น) และมาบูรณะในสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แห่งกรุง รัตนโกสินทร์ อุโบสถวัดแก้วฟ้ามีพระเจดีย์อยู่ด้านหลัง เป็นความเชื่อมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย การที่มีเจดีย์ประธานอยู่ด้าน หลัง เพื่อประสงค์ให้ผู้ที่มานมัสการพระประธาน ได้สักการะไปถึงพระบรมสารีริกธาตุ และพระจุฬามณีเจดีย์ บนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ด้วย
วัดปราสาท
สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (อยุธยาตอนปลาย) ที่หน้าบันพระอุโบสถเป็นไม้สักสลักรูป นารายณ์ทรงครุฑ (ปัจจุบันตัวครุฑได้หายไปแล้ว) เครื่องบน เป็นไม้สักตกแต่งด้วยรวยมอญงดงามมาก ตรงหุ่นนก (สามเหลี่ยม ข้างรวย มอญ) เป็นรูปราชสีห์และคชสีห์ลักษณะทางสถาปัตยกรรม เป็นโบสถ์แบบมหาอุดไม่มีการเจาะฝาผนังเลย ฐานพระอุโบสถ เป็นแบบตกท้องช้างหรือท้องสำเภา (การสร้างโบสถ์แบบตกท้องช้างนั้นหากอธิบายด้วยเหตุผลทางสถาปัตยกรรม เมื่ออากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นสูงอากาศเย็นจะพัดเข้าแทนที่ได้สะดวก)
ภาพจิตรกรรมเขียนขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายโดย ฝีมือของสกุลช่างชั้นสูงนนทบุรี นับว่าเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่เก่าแก่ที่สุดในขณะนี้ของจังหวัด ถือว่าวัดนี้เป็นวัดหนึ่ง ที่ดำเนินการอนุรักษ์โบสถ์ และศิลปกรรมได้อย่างถูกวิธี จึงทำให้ เป็นแหล่งวิทยาการที่น่าสนใจยิ่งของทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ
การเดินทาง หากไปทางเรือต้องเดินจากท่าเรือผ่านสวน ของชาวบ้านเข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร
วัดพระปรางค์ (วัดปรางค์หลวง)
ด้านนอกกำแพงแก้ว มีพระปรางค์สมัยอยุธยาตอนต้น การวางอิฐจะใช้ยางไม้สอ (เชื่อม) ลวดลายจะคล้ายมีอายุใกล้เคียง เป็นฝีมือช่างสมัยอยุธยาตอนต้น ซึ่งนับว่าหาชมได้ยากมากในกรุงเทพ มีลายปูนปั้นประจำทิศทั้ง 4 แต่มีเพียงทิศ ตะวันออกเท่านั้นที่ยังหลงเหลือให้ศึกษา แต่ปัจจุบันพระปรางค์ใกล้จะทรุดแล้ว
วัดอัมพวัน
สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย เดิมชื่อ วัดบางม่วง สิ่งที่น่าสนใจของวัดนี้คือ หอไตรกลางน้ำ เป็นสถาปัตยกรรมไทย ที่สมบูรณ์ที่สุด เป็นเรือนไม้ 2 ชั้น ชั้นล่างโล่งไม่มีพื้นและฝา ชั้นบนเป็นตัวหอขนาด 2 ห้อง ช่วงล่างเป็นลูกฟักกระดานดุน ตอนบนเป็นซี่ลูกกรง ไม้กลึงเสา กรอบประตูเป็นเสาหัวเม็ด ประตูหูข้าง เครื่องลำยองเป็นไม้จำหลัก หลังคาซ้อน 2 ชั้น มีปีกนก 1 ชั้น มุงกระเบื้องดินเผาใต้เชิงชาย และหน้าบันประดับไม้สลักลายรดน้ำ
ฝาผนังด้านนอกทาสีลูกฟักด้วยสีแดง ขอบขาว ตัวไม้เครื่องบันอื่น ๆ ทาสีขาว ตัดเหลี่ยมสีแดง เสาลงพื้นสีขาว เขียนลาย แดง หน้าบานประตูทางเข้าหอไตรเป็นบานไม้ลงรัก ปิดทอง ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ อกเลาเป็นไม้จำหลักลายดอกพุดตาน ลูกฟัก เหนือประตูเป็นภาพนกข้างละตัว เหนือขึ้นไปเป็น ภาพพระอาทิตย์ พระจันทร์ ในห้องสะกัดท้ายหอไตรเป็นที่เก็บ พาน ตะลุ่ม และ ฐานพระพุทธรูปไม้จำหลักเป็นจำนวนมาก
การเดินทาง นั่งเรือโดยสารเป็นเรือหางยาวจากท่าเรือ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบางใหญ่ ใช้เวลาประมาณ 5 นาที
วัดพิกุลเงิน (ซ้าย)
มีหลวงพ่อพุทธโสธรจำลอง และรอยพระพุทธบาทจำลอง เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้าน มีการจัดงานนมัสการประจำ ทุกปี ตามประวัติเล่าว่าสร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2374 ต่อมาได้มีคนจีนชื่อ ฮะ ซึ่งเป็นต้นตระกูลโทณวนิก ได้ล่องเรือผ่านมา เห็นสภาพวัดจึงเกิดศรัทธา สร้างอุโบสถขึ้น เมื่อ พ.ศ.2421
วัดราษฎรประคองธรรม
สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2256 ในสมัยสุโขทัยตอนปลาย แต่เดิมขาดการทำนุบำรุง ไม่มีพระสงฆ์ จำพรรษา จึงทรุดโทรมจน ชาวบ้านเรียกว่า วัดค้างคาว ต่อมาชาวบ้านบูรณะ และเปลี่ยนนามใหม่เป็น วัดราษฎรประคองธรรม มีพระพุทธ ไสยาสน์องค์ใหญ่ ประดิษฐานอยู่ที่มณฑปสามยอด
ล่องคลองบางกอกใหญ่ - คลองบางขุนเทียน
คลองบางกอกใหญ่ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า คลองบางข้าหลวง หรือ คลองบางหลวง เคยเป็นชุมชนของข้าหลวง ตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี คลองนี้ก็คือแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิม เคยเป็นเส้นทางสำหรับเรือที่มาค้าขาย สองฝั่งคลองมี เรือนไทย ให้เห็นตามรายทาง ทั้งเรือนปั้นหยา เรือนฝากระดาน เรือนทรงระบำแบบบังกะโล มีเรือเมล์เข้ามาจากท่าราชินี (ปากคลอง ตลาด) และท่าสะพานพุทธ
มีสถานที่น่าสนใจริมคลองบางกอกใหญ่ ได้แก่
วัดหงส์รัตนาราม(วัดเจ๊สัวหง)
ตั้งอยู่ที่เขตบางกอกใหญ่ เป็นวัดในสมัยอยุธยาตอนปลาย มาบูรณะในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี และครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาล ที่ 3 เพื่อถวายพระกุศลให้ท่านแก้วพระอัยยิกา ชื่อของวัดจึงประกอบด้วยสองคำ คือ คำว่า หงส์ นั้นมาจากคำว่า อาฮง แถบนี้เคยมีชุมชนชาวจีนมาอยู่ก่อน ต่อมามีชุมชนชาวมอญมาอยู่ ส่วนคำว่า รัตนา มาจากชื่อของท่านแก้ว
โบสถ์ที่สร้างสมัยสมเด็จพระเจ้าตาก พระองค์มักจะเสด็จมานั่งวิปัสสนากรรมฐานที่วัดนี้ด้วย เมื่อบูรณะใหม่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นลักษณะทางสถาปัตยกรรม สมัยอยุธยาตอนปลาย แต่ที่เสาภายในพระอุโบสถเป็นแบบอยุธยาตอนต้นซึ่งนำแบบอย่าง มาจากสุโขทัยเป็นเสากลมเรียงเข้าไปแบ่งได้ เจ็ดห้อง เขียนลายพุ่มข้าวบิณฑ์ประดับด้วยดอกพุดตานด้านใน ตรงเพดาน ทำลดหลั่นกันเป็นชั้น มีกระดานคอสองและมีหงส์ ฐานแบบตกท้องช้าง
จิตรกรรมฝาผนังและลวดลายแกะสลักที่ประตูนั้น ล้วนแต่เป็นลายดอกพุดตาน และเบญจมาศเป็นพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 ซึ่งดอกพุดตาน เบญจมาศ และโบตั๋นนั้น จะเกี่ยวกับความเชื่อใน ฮก ลก ซิ่วด้วย ตรงบันไดทางขึ้นพระอุโบสถมีรูปปั้น ประดับแปลกกว่าที่อื่นคือเป็นรูปกบ ด้านข้างมีศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน ศาลเก่าซึ่งสร้างเป็นไม้ชำรุดทรุดโทรม ต่อมา กองทัพเรือก็มาบูรณะสร้างศาลใหม่ แต่ยังรักษาศาลเก่าไว้ รายละเอียดสอบถามที่ โทร. 0 2466 8126
สะพานเจริญพาสน์ 33
สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นพระราชนิยมที่สร้างสะพานและนำหน้าชื่อด้วยคำว่า เจริญ และต่อด้วยเลขบอก พระชนมายุ ซึ่งรัชกาลที่ 5 พระบรมชนกนาถนิยมสร้างสะพานชุด เฉลิม เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ ทุกปี
วัดอินทราราม หรือ วัดบางยี่เรือ
เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เครื่องบนพระวิหารประดับด้วยชามกระเบื้อง ภายในมีพระพุทธรูป สมัยอยุธยาตอนปลาย คือ หลวงพ่อดำ และมีพระแท่นบรรทมสำหรับพระเจ้าตากเมื่อมา วิปัสสนาที่วัดแห่งนี้ พระแท่นทำด้วยไม้ พนักประดับด้วยงาช้างแกะลาย พระวิหารเปิดให้ชมทั้งวัน ส่วนพระอุโบสถเปิดในวันพระ จะมีพุทธศาสนิกชนมานั่ง วิปัสสนากรรมฐาน ด้านข้างมีเจดีย์ที่บรรจุอัฏฐิของพระเจ้าตากและพระมเหสี เรียกว่า เจดีย์กู้ชาติและบริเวณบ้านเรือนรอบ ๆ วัดยังคงอนุรักษ์ไว้เป็นเรือนปั้นหยา สร้างสมัยรัชกาลที่ 6 - 7
สถานที่น่าสนใจริมคลองบางขุนเทียน ได้แก่
วัดปากน้ำภาษีเจริญ
วัดนางชีโชติการาม
วัดนางนองวรวิหาร
วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร
วัดไทรและตลาดน้ำวัดไทร
การเช่าเรือ เช่าเรือได้จากท่าช้าง และท่าพระอาทิตย์
|