|
All About Arts สืบสานงานศิลป์ ภูมิปัญญาคนของแผ่นดิน ครั้งที่ 1
พบกับกิจกรรมดี ๆ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์สุดท้ายของเดือน เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป
ณ ชุมชนหลังสถานีรถไฟเจ็ดเสมียน จังหวัดราชบุรี
เทศบาลตำบลเจ็ดเสมียน สวนศิลป์บ้านดิน ภัทราวดีเธียเตอร์ จังหวัดราชบุรี ร่วมกันจัดงาน All About Arts สืบสานงานศิลป์ ภูมิปัญญาคนของแผ่นดิน ครั้งที่ 1 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์สุดท้ายของเดือน
- ชมผลงานศิลปะร่วมสมัยโดยนักแสดงไทยและต่างชาติ
- เพลงพื้นบ้านตำหรับดั้งเดิม โดยศิลปินอาวุโสในท้องถิ่นอายุ 70 ปีขึ้นไป
- เลือกซื้อ เลือกกิน แบบติดดิน ในตลาดนัดหลังสถานีรถไฟอายุกว่า 100 ปีทุกวันพุธ เสาร์ และอาทิตย์
เดินทางโดยรถยนต์ 1 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ สนใจพักค้างคืน ณ สวนศิลป์บ้านดิน ราชบุรี ติดต่อสำรองที่พัก ได้ที่ 0 3239 7668 หรือคลิกwww.patravaditheatre.com
CHET SAMIAN Train Station, Ratchaburi
Travel for an hour away from Bangkok to enjoy Arts Festival in the local community by leading Thai and International contemporary artists. For more information : www.patravaditheatre.com
ประเพณีรำผีมอญ
ประวัติ / ความเป็นมา
มอญ หรือที่เรียกกันว่า ไทยเชื้อสายมอญ อาศัยอยู่กระจัดกระจายตามจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย เช่น นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และราชบุรี เป็นต้น คนมอญเหล่านี้นับถือพุทธศาสนา นิกายเถรวาท และยังยึดถือระบบความเชื่อในเรื่องผีเรือนหรือผีบรรพบุรุษ ดังนั้นจึงยังมีการประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับผีอยู่ เช่น พิธีรำผี เป็นต้น
พิธีรำผี ถือเป็นพิธีกรรมทางครอบครัว มีสาเหตุมาจากการผิดผี คือ เมื่อมีคนเข้ามาพักที่บ้านและเจ้าของบ้านเกิดเจ็บป่วยในระหว่างนั้น ถือว่าผีโกรธเจ้าของเรือน ต้องทำการบนบานศาลกล่าว โดยเอาน้ำมารดที่เสาเอก และกล่าวอโหสิกรรมต่อผี รวมทั้งจัดพิธีเลี้ยงผีด้วย คือ
- พิธีเลี้ยงผีแบบธรรมดา คือ จัดเลี้ยงตามปกติ
- พิธีกินทั้งยืน หรือพิธีรำ โดยขณะที่ยืนรพจะหยิบอาหารกินไปด้วย
และสาเหตุอีกประการหนึ่ง คือ ถ้าครอบครัวใดไม่มีลูกชายเป็นผู้รักษาผีเรือน ก็ถือว่าหมดผีไปจากตระกูล ต้องทำการถอนเสาเอกออกจากเรือน และทำพิธีกินทั้งยืนหรือพิธีรำผี เท่ากับเป็นการเชิญผีเรือนให้ไปอยู่ศาล ซึ่งเตรียมไว้ให้บริเวณบ้านหลังนั้น
กำหนดงาน
การจัดพิธีรำมอญ มักจะมีขึ้นในเดือนคู่ ยกเว้นวันพระและวันเข้าพรรษา และถ้าครอบครัวใดได้จัดงานพิธีใดก็ตามขึ้นมาแล้ว ในปีนั้นจะไม่สามารถจัดพิธีรำผีได้
สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival
กิจกรรม / พิธี
ก่อนวันทำพิธี 1 วัน ต้องเตรียมอาหารสำหรับใช้ในพิธี เช่น ข้าวเหนียว หัวหมู ขนมต้ม ข้าวขนมกล้วย แป้งคลุกน้ำตาลทอด กล้วยน้ำว้า และมะพร้าวอ่อน เป็นต้น เพื่อเลี้ยงญาติพี่น้องหรือแขกที่เชิญมา
วันทำพิธี เริ่มตั้งแต่ 9 นาฬิกา มีการตั้งผีเรือน หรือโรงพิธีชั่วคราว ทำด้วยไม้ไผ่จักตอกสานทำเป็นหลังคา มีแท่นวางเครื่องเซ่นหรือเครื่องบูชา มีเสาสูงแขวนเสื้อและหมวก หน้าเรือนผีมีต้นหว้าซึ่งชาวมอญเชื่อว่ามีผีอยู่ ปกติจะสร้างในบริเวณบ้าน แต่สำหรับงานนี้จัดขึ้นที่ลานกว้างภายในวัดคงคารามและมีหญิงชราทำหน้าที่หมอผีให้อยู่ในเรือนพิธีหน้าแท่นเครื่องบูชา เครื่องบูชาหรือเครื่องเซ่น ทำเป็นบายศรีใส่อาหารต่างๆ เช่น ข้าวตอก หัวหมู และผลไม้ต่างๆ เป็นต้น จากนั้นผู้เป็นลูกหลานจะถือผ้าผีซึ่งเป็นผ้าผืนยาวที่ผูกห้อยลงมาจากหลังคาเรือนผี ชูไว้เหนือศีรษะ หมอผีเอาเหล้าวนที่เครื่องเซ่นแล้วพูดเบาๆ มีดนตรีบรรเลงเป็นระยะๆ หลังจากนั้นหมอผีใช้เชือกพันรอบต้นกล้วย 3 ครั้ง ผู้เป็นลูกหลานช่วยกันเฉือนโคนต้นกล้วย แล้วทาขมิ้นที่หัวต้นกล้วยและใช้ดาบสับ วางใบตองตรงที่ดาบฟันต้นกล้วยลงไปนอกจากนั้นยังวางขนม ข้าวตอก กล้วยน้ำว้าลงบนสันดาบ หลังจากนั้นนำเหล้าขาวมาวนแล้วพ่นเมื่อเสร็จแล้วนำของวางบนสันดาบไปวางยังแท่นเครื่องเซ่นใต้ชายคาเรือนผี ผู้ร่วมพิธีฟันกล้วยออกเป็น 9 ท่อนหมอผีแจกข้าวตอกไว้ให้สำหรับปา 9 ครั้ง ขณะที่หมอผีรำ ต่อจากนั้นมีการรำหน้าเรือนผี
ในตอนสายลูกสาวคนโตของครอบครัวจะอาบน้ำแต่งตัวหน้าเรือนผี โดยนั่งเหยียดขาบนในตองที่รองอยู่กับไม้กระดาน 1 แผ่น หมอผีจะเทน้ำปนขมิ้นให้ผู้อาบล้างหน้าก่อน แล้วจึงให้พี่น้องร่วมตระกูลมารองน้ำเพื่อล้างหน้า แล้วใช้น้ำที่เหลือรดผู้อาบจากลำตัวถึงขา 3 ครั้ง เมื่อแต่งตัวแล้ว ต้องให้หมอผีแต่งตัวให้อีกครั้งหนึ่งบนเรือนผี โดยนำผ้ามานุ่งทับผ้าผืนที่นุ่งอยู่เดิม มีผ้าพาดไหล่ ผ้าคาดเอว และผ้าคลุมศีรษะ เป็นต้น จากนั้นจุดธูปเทียน หมอผีและผู้ร่วมพิธียืนรำถือช่อใบไม้และถือดาบ แล้วนั่งรำกับพื้นโดยถือช่อใบไม้ บ้องไม้ไผ่ ดาบ พานใส่อาหาร โดยที่หมอผีเป็นผู้หยิบให้ เมื่อดนตรีหยุดก็หยุดรำ
หลังจากนั้นจุดเทียน 6 เล่ม โดยหมอผีวางพานเทียนบนแท่นเครื่องบูชา ดนตรีเริ่มบรรเลงอีกครั้ง หมอผีวนพานเทียนรอบแท่นบูชาแล้ววางบนศีรษะ ประมาณ 3 ครั้ง หลังจากนั้นประคองพานและผ้าผียกขึ้นลงสลับกันหลายๆ ครั้ง แล้ววางพานที่แท่น นำพานบายศรีมารำประคองท่าเดิมอีกแล้วจึงวางพานไว้ที่แท่นตามเดิม จากนั้นเป็นการรำด้วยท่ายืน มือถือช่อใบไม้ บ้องไม้ไผ่ ผ้าคาดเอว แล้วเริ่มรำแบบยืนโดยประคองผ้าผีที่มีอาหารอยู่ แล้วรำท่าพาดดาบไว้บนบ่า รำบ้องไม้ไผ่ขนาดสั้น โดยกระทุ้งหลังคาเรือนเบาๆ เสร็จแล้วเริ่มรำอีกด้วยการยกพานอาหาร ยกหม้อทราย ก็เป็นอันเสร็จพิธีของผู้รำที่เป็นลูกสาวคนโต
หลังจากนั้นจะห่ออาหารวางไว้บนแท่น หมอผีรำเดี่ยวอีกครั้ง และเปลี่ยนผู้ร่วมรำเป็นลูกสาวคนรอง โดยรำเหมือนคนก่อนต่างกันเพียงแต่ไม่มีการอาบน้ำและใช้เวลารำไม่นานนัก โดยขณะรำหมอผีจะจับตัวผู้รำโยกไปมา ทั้งนี้เพื่อให้ผีมาเข้าร่างผู้รำ เมื่อรำเสร็จแล้วบรรดาญาติทั้งหลายจะขึ้นไปบนเรือนผีประมาณกลุ่มละ 3 คน แต่งตัวด้วยผ้าใหม่เข้าไปร่วมพิธีรำ ถ้าผีเข้าร่างคนใด คนนั้นก็จะถือจานอาหารเพื่อหยิบกิน และแจกจ่ายผู้ที่นั่งอยู่บริเวณนั้น และเมื่อใดที่คนรำที่มีผีเข้าร่างอยู่กระโดดกลับไปที่เรือนผี นอนคว่ำกับพื้นและจับผ้าผี ผีก็จะออกทันที การรำเป็นกลุ่มเช่นนี้ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่งโมง
ต่อมาเวลาประมาณบ่าย 3 โมง มีพิธีการกินไก่ โดยจัดอาหาร เช่น ข้าวเหนียว กล้วยน้ำว้า มะพร้าวอ่อน เหล้าขาว เป็นต้น วางข้างๆ ฉีกไก่ออกเป็นชิ้นๆ โดยที่คนมีผีอยู่ในร่างจะกระโดดออกมาพร้อมกับถือกะละมังไก่ เพื่อแจกแก่คนบริเวณนั้นเป็นที่สนุกสนาน ผีที่เข้าร่างผู้รำตอนนี้ไม่เพียงแต่ผีบรรพบุรุษเท่านั้น แต่ยังมีผีจรและผีกระเหรี่ยงอีกด้วย
หลังจากนั้นเป็นการรำกลุ่มรอบต้นหว้านอกโรงพิธี มีแต่หญิงรำกระโดดไปมาอย่างสนุกสนานมีการแบกหาบข้าว กระบอกน้ำ กล้วย มะพร้าวอ่อน ฯลฯ มากินกัน หลังจากนั้นผู้ชายแต่งตัวเป็นช้างมาให้ผู้หญิงไล่คล้อง เวลาประมาณ 4 โมงเย็น นำหยวกกล้วยทำเป็นเรือยาวประมาณ 1 ศอกใส่สายสิญจน์ไว้ในเรือ หมอผีถือมะพร้าวอ่อน 2 ใบ หาบกล้วย 2 หวี เดินปาไปทีละลูกจนหมดนอกโรงพิธีหลังจากนั้นนำเรือมาใส่ของให้เต็ม ยกไปไว้ที่ต้นไม้หน้าโรงพิธี แล้วตัดออกเป็น 2 ท่อน นำเสื้อกับหมวกที่แขวนอยู่หน้าเรือนผีมาวางบนต้นไม้ เป็นอันเสร็จพิธี
ประเพณีโกนผมไฟ
ประวัติ / ความเป็นมา
ผมไฟ คือผมของเด็กแรกเกิดที่มาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เหตุที่เรียกว่า ผมไฟ เนื่องจากในสมัยก่อนตามชนบทมีแต่หมอตำแยตามหมู่บ้านเป็นหมอผู้ทำคลอด เมื่อคลอดออกมาแม่ต้องอยู่บนแคร่ข้างเตาไฟเรียกว่า อยู่ไฟ อาจอยู่ไฟ 7 วัน หรือ 10 วันบ้าง เพื่อให้มดลูกเข้าอู่ มีร่างกายสมบูรณ์ สามารถให้นมลูกได้อย่างเพียงพอ จึงออกจากเตาไฟได้ เรียกว่า หย่าไฟ ด้วยเหตุนี้จึงเรียกผมของเด็กแรกเกิดว่า ผมไฟ
กำหนดงาน
ปกติมักนิยมไปหาพระอาจารย์ที่วัด เพื่อหาฤกษ์งามยามดี แต่ที่นิยมทำกัน คือ เดือน 4, 5, 6 และเดือน 12 สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival
กิจกรรม / พิธี
หลักเกณฑ์ในการโกนผม
1. หากคนในวงศ์ตระกูลบรรพบุรุษเดียวกัน (ผีเดียวกัน) ถึงแก่ความตายในปีนั้น จะทำการโกนผมลูกไม่ได้เด็ดขาด ปีต่อไปค่อยตกลงกันใหม่
2. ในวงศ์ตระกูลเดียวกัน ถ้าคนหนึ่งคนใดมีลูกชายหรือลูกหญิงที่ยังไม่ได้โกนผมไฟ เมียเกิดท้องขึ้นอีก จะทำการโกนผมไฟไม่ได้ ต้องคอยจนกว่าจะคลอด และต้องทำพิธีโกนผมไฟลูกทั้งสองคนนั้นพร้อมกัน
3. ถ้าไม่ขัดต่อหลักเกณฑ์ข้อ 1 และข้อ 2 แล้ว จะทำการโกนผมไฟเมื่อใดก็ได้ หรือโกนในวันเซ่นไหว้บรรพบุรุษก็ได้ ถือว่าดี
4. หากยังไม่สามารถโกนผมไฟลูกได้ ให้พ่อแม่เก็บรักษาผมนั้นไว้ อาจปล่อยยาวทั้งศีรษะหรือไว้ผมเปีย หรือไว้จุกก็ได้ตามใจ แต่ห้ามโกนผมไฟนั้นทิ้งไปเฉยๆ เมื่อยังไม่ถึงเวลา เพราะถือว่าเป็นอัปมงคลแก่เด็กและครอบครัว
สิ่งที่สำคัญที่ต้องจัดเตรียมให้พร้อม
1. หาฤกษ์งามยามดี โดยให้พระอาจารย์ท่านคำนวณให้
2. นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 5 รูป หรือ 8 รูป ตามศรัทธา
3. เชิญญาติมิตรและหมอตำแย (คนที่ทำคลอดเด็ก)
4. จัดหาเครื่องใช้ในพิธีโกนผมไฟ คือ หม้อทะนน 2 ใบ, ขมิ้น, ป่อย, กระแจะ, น้ำอบ, มีดพร้า, ขวานถาก และเสียม ถ้าโกนผมเด็ก 2 คน ต้องเพิ่มตามจำนวน และเตรียมสำหรับแมวอีก 1 ที่ด้วย
5. เครื่องสังเวยสู่ขวัญเด็ก จัดอย่างละ 3 ที่ ถ้าเด็ก 2 คน เพิ่มของขึ้นอีก 1 เท่า มีดังนี้
- กล้วยสุก 3 หวี แบ่งใส่จาน 3 ใบ
- มะพร้าวอ่อน 3 ผล แบ่งใส่จาน 3 ใบ
- หมากพลู 3 จานๆ ละ 3 ต้นๆ ละ 7 ใบซ้อนกัน หมากวางตรงกลาง
- ขนม ข้าวสุก ข้าวเหนียว 3 จาน วิธีวางใส่จานให้วางข้าวสุกก่อน วางข้าวเหนียวไว้บน ข้าวสุกและวางขนมไว้บนสุด (ขนมนี้เป็นขนมจำพวกขนมรูปกุ้ง ปู ปลา ฯลฯ) และปักเทียนจานละ 1 เล่ม
- สำรับกับข้าว 3 สำรับๆ ละ 7 ถ้วย แกงที่จำเป็นต้องมี คือ แกงฟักเขียว แกงฟักทอง แกงขี้เหล็ก แกงลูกชิ้นปลา และแกงอย่างอื่นอีก 3 อย่าง ให้ครบ 7 อย่างเป็นใช้ได้
- น้ำบริสุทธิ์ 1 ขัน
- ทำไม้คันเบ็ด ลักษณะคล้ายไม้เรียวปลายผูกเชือก ปลายเชือกผูกแหวนทองมีหัวพลอยหรือเพชรห้อยไว้
- เครื่องบูชาขวัญ หมอขวัญ (บูชาครู)1 พาน ประกอบด้วย ธูป เทียน ดอกไม้ และเงิน 12 บาท
- ปลาย่าง ตัวขนาดพอประมาณ 3 ตัว วางบนจานขนมทั้ง 3 จานๆ ละ 1 ตัว
การโกนผมไฟทำได้ 2 แบบ โดยพิจารณาตามฐานะของแต่ละครอบครัว
1. แบบประหยัด เป็นพิธีง่ายๆ ระหว่างเครือญาติใกล้ชิดและหมอตำแย (คนทำคลอด) เมื่อได้ฤกษ์ดีแล้ว จัดหาเสื่อหรือลำแพนปูที่ลานหน้าบ้าน ตั้งหม้อทะนนใบใหญ่ 2 ใบบนเสื่อ ใบแรกบรรจุน้ำใสบริสุทธิ์ และจัดหามีดพร้า ขวานถาก เสียม วางรวมกันไว้ข้างๆ หม้อน้ำ นอกจากนี้มีกระบวยตักน้ำ พานที่ตั้งน้ำอบและกระแจะ
เมื่อพร้อมแล้วลงมือโกนผมไฟเด็ก เมื่อโกนเสร็จแล้วพ่อแม่ตักน้ำใส่หม้อใบแรก (น้ำผสม ขมิ้น ใบส้มปล่อย และกระแจะ) รดหัวลูกจนทั่วตัว แล้วค่อยตักน้ำบริสุทธิ์ในหม้อใบที่ 2 อาบชำระล้างให้สะอาดแล้วทาตัวเด็กด้วยแป้งกระแจะและน้ำอบ เป็นอันเสร็จพิธี
จากนั้นแม่ของเด็กต้องตักน้ำจากหม้อใบแรกและใบที่ 2 รดให้พ่อของเด็กที่ฝ่ามือทั้งสองพร้อมทั้งทาแป้งกระแจะ น้ำอบ ต่อมารดหมอตำแย และญาติผู้ใหญ่ โดยต้องรดให้ราดลงบนกองมีดพร้าขวานถาก และเสียม ทุกครั้งจนเสร็จพิธี
2. แบบงานใหญ่ เมื่อได้วันฤกษ์ดีแล้ว เชิญญาติมิตรมาร่วมงาน และช่วยกันเตรียมของกินของใช้ในวันงาน ตั้งแต่วันสุกดิบ (วันสุกดิบ คือ วันก่อนวันพิธีโกนผมไฟ 1 วัน ส่วนวันพิธีโกนผมไฟ เรียกว่า วันงาน)
ในวันก่อนที่พระสงฆ์จะมาถึงบ้าน ต้องจัดปูเสื่อหรือลำแพนที่ลานหน้าบ้าน และเตรียมของใช้เช่นเดียวกับแบบประหยัดให้พร้อม จากนั้นเริ่มพิธี พ่อแม่เด็กต้องนั่งในพิธี พระภิกษุสงฆ์เจริญพุทธมนต์ในวงสายสิญจน์จนจบ จากนั้นพ่อแม่นำตัวเด็กเข้าไปให้พระสงฆ์องค์ประธานตัดผม และพระสงฆ์ทั้งหลายเจริญชยันโตพร้อมกันจนกว่าจะเสร็จพิธี เมื่อเสร็จพิธีแล้ว พ่อแม่และญาติถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุต่อไปที่สำคัญการโกนผมไฟนี้ต้องโกนก่อนเวลาเที่ยงวันเสมอ
ในระหว่างที่พระภิกษุกำลังฉันภัตตาหารอยู่นั้น หมอขวัญจะเริ่มทำการสู่ขวัญเด็กในสถานที่ที่เตรียมไว้ และเครื่องสังเวยสู่ขวัญเด็กที่เตรียมไว้ หมอขวัญเริ่มพิธี โดยให้เด็กถือแหวนที่ผูกเชือกไว้ที่ปลายคันเบ็ดแหวนที่หัวพลอยหรือเพชรนั้นไว้ แล้วสวดเรียกขวัญ พอจบตอนหนึ่งก็ทำพิธีตกเบ็ดเครื่องสังเวยนั้นครั้งหนึ่ง จนครบ 7 ครั้ง ในครั้งสุดท้ายหมอขวัญจะร้อง โห่ โฮ ฮิ้ว บรรดาญาติทั้งหลายจะขานรับพร้อมกันด้วยคำว่า สาธุ 3 ครั้ง เป็นอันเสร็จพิธีสู่ขวัญเด็ก และบรรดาญาติทั้งหลายจะมอบสิ่งของหรือเงินทองเครื่องเซ่น ของกินของใช้ต่างๆ แก่เด็ก เป็นการรับขวัญด้วย
เมื่อพระภิกษุฉันเสร็จ พ่อแม่และญาติทั้งหลายกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่เด็ก บรรพบุรุษและสัตว์ทั้งหลาย เจ้ากรรม นายเวร เป็นอันเสร็จพิธีโกนผมตามประเพณี หลังจากนั้นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารแก่บรรดาญาติที่มาร่วมงานแล้วแยกย้ายกลับบ้าน
งานสัปดาห์องุ่นหวานและของดีตำเนินสะดวก
ประวัติ / ความเป็นมา
ราชบุรี เป็นจังหวัดทางภาคตะวันตกของประเทศไทย มีพื้นที่ทั้งหมด 5,139.68 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 9 อำเภอ คือ อำเภอเมืองราชบุรี อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม อำเภอบางแพ อำเภอดำเนินสะดวก อำเภอจอมบึง อำเภอวัดเพลง อำเภอปากท่อ และอำเภอสวนผึ้ง
อำเภอดำเนินสะดวกนั้นเป็นที่รู้จักกันดี เพราะเป็นที่ตั้งของตลาดน้ำที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกนอกจากนั้นอำเภอดำเนินสะดวกยังมีพื้นที่ที่ปลูกผลไม้ได้ดีอีกด้วย โดยเฉพาะองุ่นซึ่งส่วนใหญ่นิยมปลูกพันธุ์ไวท์มาลักกา ที่มีลูกสีเขียวอมเหลือง มีรสหวานอร่อย องุ่นจึงเป็นผลไม้ที่ทำเงินให้กับอำเภอดำเนินสะดวกปีละหลายสิบล้านบาท
ดังนั้น จังหวัดราชบุรีและภาคเอกชนจึงร่วมกันจัดงานสุดสัปดาห์องุ่นหวานขึ้น เพื่อส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์พื้นเมือง รวมทั้งสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ คือ ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น
กำหนดงาน
งานสุดสัปดาห์องุ่นหวาน จัดขึ้นประมาณเดือนเมษายน ณ บริเวณตลาดน้ำดำเนินสะดวก สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival
กิจกรรม / พิธี
ในงานมีการจัดประกวดองุ่น และผลไม้พืชผักอื่นๆ เช่น ส้มโอ ละมุด ฝรั่ง มะละกอ พริกแห้ง หอม กระเทียม เป็นต้น
จัดประกวดธิดาองุ่น โดยผู้เข้าประกวดจะแต่งกายแบบชาวสวน พายเรือผลไม้ในบริเวณตลาดน้ำ ซึ่งมีบรรดาสาวงามเข้าร่วมประกวดมากมาย
จัดประกวดตลาดน้ำดำเนินสะดวก
จำหน่ายองุ่น ผลไม้อื่นๆ และพืชผักในบริเวณงานในราคาไม่แพง
จำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นเมืองของจังหวัดราชบุรี เช่น เครื่องปั้นดินเผา ผ้าตีนจก
จัดนิทรรศการทางการเกษตร และมหรสพนานาชนิด
งานศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
ประวัติ / ความเป็นมา
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองของชาวจังหวัดราชบุรี เป็นหลักเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ภายหลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองเดิมไปตั้งทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำแม่กลอง สำหรับพิธีฝังหลักเมืองมีการสมโภช 3 วัน 3 คืน ตั้งแต่วันอังคาร แรม 13 ค่ำ เดือน 6 ปีฉลู จุลศักราช 1179 (พ.ศ. 2360) จนถึงวันพฤหัสบดี แรม 15 ค่ำ เวลา 7 นาฬิกา เมื่อฝังหลักเมืองตามกำหนดฤกษ์แล้ว จึงได้มีการก่อสร้างกำแพงเมืองและสิ่งอื่นๆ ต่อไป
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองของจังหวัดราชบุรี เป็นที่นับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก มีประชาชนไปกราบไว้บูชาอยู่เสมอมิได้ขาด และทางจังหวัดได้จัดให้มีงานบูชาศาลเจ้าพ่อหลักเมืองประจำทุกปี โดยมีกรมการทหารช่างและทหารบก รวมทั้งทางจังหวัดเป็นผู้ดูแล และได้บูรณะซ่อมแซมให้คงสภาพถาวรอยู่จนถึงปัจจุบันนี้
กำหนดงาน
งานศาลเจ้าพ่อหลักเมืองราชบุรี จัดให้มีขึ้นประมาณเดือนเมษายนและจัดเป็นประจำทุกปีประมาณ 5 วัน สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival
กิจกรรม / พิธี
เริ่มเปิดงานโดยการยิงปืน ต่อจากนั้นชาวจังหวัดราชบุรีจะร่วมกันตักบาตร และปิดทองหลักเมือง ในบริเวณงานแยกเป็นสองส่วน คือ บริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมืองและสนามกองทัพบก โดยการออกร้านจำหน่ายสินค้าต่างๆ และมหรสพ เช่น ภาพยนตร์ ลิเก รวมทั้งเครื่องเล่นทุกชนิดภายในสนามกองทัพบก ส่วนบริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมืองมีร้านจะหน่ายดอกไม้ธูปเทียน เพื่อให้ประชาชนได้ซื้อหาไปสักการะบูชาเจ้าพ่อหลักเมือง
การวิ่งวัวลาน จังหวัดราชบุรี
ประวัติ / ความเป็นมา
ชาวจังหวัดราชบุรีจึงได้ร่วมมือกันอย่างจริงจังในการฟื้นฟูกีฬาพื้นบ้านนี้ขึ้น เพื่อเผยแพร่ชื่อเสียงของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น และเพื่อหารายได้มาใช้ในงานการกุศล
กำหนดงาน
การวิ่งวัวลานของชาวราชบุรี จัดขึ้นในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว คือระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม จัดขึ้นที่อำเภอบางแพ
กิจกรรม / พิธี
การจัดงานเก็บค่าผ่านประตูคนละ 10 บาทในงานมีภาพยนต์ และการแสดงนิทรรศการทางการเกษตร ให้ชมนอกเหนือจากการแข่งขันวัวลาน และตั้งแต่บ่ายถึงเย็นวันนั้นมีการชนไก่และวิ่งวัว เป็นการอุ่นเครื่องก่อนถึงรายการสำคัญ
จังหวัดราชบุรีมีการวิ่งวัวโดยใช้คนวิ่งแทนวัวด้วยคือมีผู้แข่งขัน 2 คนใช้เชือกยาวประมาณ 3 เมตร เอาปลายทั้งสองข้างผูกรอบเอวผู้เข้าแข่งขันคนละข้าง แล้วคล้องเชือกไว้กับเสาแข็งแรง ผู้เข้าแข่งขันจะพยายามดึงกันเองตลอดเวลาก่อนออกวิ่ง พอได้รับสัญญาณปล่อยกรรมการจะตัดเชือกให้ขาดโดยใช้มีดหรือขวานสับเชือกส่วนที่พาดอยู่บนเสา พอเชือกขาด ผู้แข่งขันจะออกวิ่งไปแพ้ชนะกันที่เส้นชัย สำหรับสถานที่แข่งขันวัวลานที่อำเภอบางแพ จัดในที่โล่งแจ้งมีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร มีรั้วไม้ไผ่ล้อมรอบ ริมรั้วด้านหน้าทำเป็นนั่งร้านสูง 6 เมตร สำหรับกรรมการ รอบรั้วด้านในมีคอกสำหรับวัวพักผ่อนตรงกลางคือลานแข่งขัน มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30 เมตร ปูลาดด้วยฟาง กลางลานปักเสาเกียดโตขนาดเสาไฟฟ้าสูง 6-7 เมตร
เมื่อได้เวลาแข่งขันกรรมการตัดสินจะนั่งบนนั่งร้านกรรมการสนามนำวัวลานมาผูกเรียงหน้ากระดานประมาณ 20-25 ตัว โดยที่ปลายข้างหนึ่งผูกติดกับเสาเกียด เช่นเดียวกับการนวดข้าว เสร็จแล้วจึงนำวัวที่เข้าแข่งขันมาเปรียบคู่ เมื่อได้คู่แล้วจึงเอาวัวแข่งมาผูกรวมกับวัวงาน ผูกวัวเสร็จเรียบร้อยแล้วผู้ทำหน้าที่ปล่อยวัวหรือหยุดวัว ซึ่งเรียกว่า เชน จะปล่อยวัวให้วิ่งวนไปรอบๆ ประมาณ 3 รอบ การวิ่งของขบวนวัวลานจะเหวี่ยงไปในลักษณะของการกวาดไปของเข็มนาฬิกา แต่ละรอบกรรมการจะดูว่าตัวเข้าเส้นชัยตัวละกี่รอบใน 3 รอบแล้วจะเปลี่ยนตำแหน่งการวิ่งอีก 3 รอบ ตัวใดชนะรอบมากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะการแข่งขัน วัวที่เข้าแข่งขันแต่ละตัวจะได้รับการดูแลประคับประคองจากเจ้าของเป็นพิเศษ ด้วยการตกแต่งประดับประดาตามเนื้อตัวอย่างงดงามสะดุดตา เป็นการเพิ่มสีสันของงานให้สดใสและสนุกสนานมากขึ้น
ประเพณีสงกรานต์ของชาวมอญ
ประวัติ / ความเป็นมา
ประเพณีสงกรานต์มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล จากหลักฐานที่ปรากฏมีเทศนาชื่อ เทศนามหาสงกรานต์ ได้กล่าวถึงที่มาของสงกรานต์ และกำเนิดของเทพีสงกรานต์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในชนชาติที่นับถือศาสนาพุทธ ชาวไทยรามัญ (มอญ) เองก็เช่นกัน แม้จะอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่ครั้งโบราณก็ยังคงวัฒนธรรมประเพณีสงกรานต์เรื่อยมา ไม่ว่าแยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานตามที่ต่างๆ ทั้งลำน้ำเจ้าพระยา แม่กลอง หรือป่าสัก และที่อื่นๆ
ประเพณีสงกรานต์นี้ สำหรับชาวมอญถือว่ามีความสำคัญมากที่สุดในประเพณีรอบปีชาวบ้านม่วงทุกคนที่อาศัยอยู่ที่แห่งใดในประเทศต้องกลับมาบ้านม่วงในช่วงเทศกาลนี้ เพื่อมาร่วมทำบุญและคารวะญาติผู้ใหญ่ พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ฯลฯ ปีละครั้ง ชาวบ้านม่วงคนใดไม่กลับมาในเทศกาลนี้ ถือว่าเป็นคนอกตัญญูต่อบรรพบุรุษ เป็นคนนอกศาสนา ไม่รู้คุณค่าของการทำบุญในวันสำคัญ สำหรับชาวพุทธคนประเภทนี้จะเข้าสังคมไม่ได้ เป็นที่น่ารังเกียจของชาวบ้านม่วงอย่างยิ่ง
กำหนดงาน
ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ของทุกปี สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival
กิจกรรม / พิธี
ก่อนถึงวันเทศกาลสงกรานต์ 1 วัน คือวันที่ 12 เมษายน เรียกว่า วันสุกดิบ (สมัยโบราณ เรียกว่า วันเตรียมสงกรานต์) เป็นวันพิเศษสำหรับชาวบ้านม่วงทุกคนทุกบ้านไม่ว่าชาย-หญิง ต่างช่วยกันจับจ่ายจัดหาวัสดุสิ่งของต่างๆ ที่จะนำมาประกอบอาหารคาวหวานตามต้องการ มากน้อยตามฐานะของแต่ละครอบครัวฝ่ายหญิงมีหน้าที่จัดหาอาหารคาวหวาน ฝ่ายชายจัดหาไม้ ผ้า และปลูกศาลเพียงตาหน้าบ้านสูงแค่คอโดยประมาณ ใช้เสาไม้ 4 ต้น ปลูกทางทิศตะวันออกของบ้าน ขนาดกว้าง-ยาวพองามที่ใช้วางเครื่องสังเวยบูชานางสงกรานต์ หรือเทพีสงกรานต์ได้ เสาต้นบนติดแผงไม้ไผ่สานแบบราชวัตร 3 ด้าน มุมหนึ่งติดร่มกันแดดวางไว้เวลาบูชา ต้นใต้พื้นใช้ผ้าขาวพันรอบพองามตามขนาดศาล นอกจากงานตั้งศาลแล้วผู้ชายต้องช่วยฝ่ายหญิงกวนกาละแม เนื่องจากใช้แรงมาก ต้องใช้ผู้ชายช่วย ใช้เวลาเกือบครึ่งค่อนวัน ต่อ 1 กระทะ ระหว่างกวนกาละแมนั้น ชาย-หญิงจะกระเซ้าเย้าแหย่กันแก้เหนื่อย สนุกดีทีเดียว
วันที่ 13 เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ เรียกว่า "วันสงกรานต์ข้าวแช่" เริ่มงานตั้งแต่รุ่งแจ้ง ต้องนำเข้าแช่ 1 ชุด พร้อมดอกไม้ ธูป เทียน (กับข้าวที่รับประทานกับข้าวแช่ ตามประเพณีต้องมี ยำมะม่วง ยำขนุน และปลาเค็มหวาน กับข้าวนอกจาก 3 อย่างนี้ จะเอาอะไรที่อร่อยๆ ก็ได้) จุดบูชาถวายข้าวแช่แด่เทพีสงกรานต์ โดยตั้งไว้บนศาลเพียงตา เวลาบูชาถวายต้องกล่าวถวายด้วยคำบาลีว่า "อุกาส (3 ครั้ง) โภโต เทวโส ตันนัง กุสสัง มยเคตัง เอหิ ตาน อาคัจฉันติ นิมันติ ปริภุญณโสฯ" เป็นอันเสร็จพิธีต้อนรับเทพีสงกรานต์ประจำปี
เมื่อเสร็จพิธีแล้ว แบ่งคนนำข้าวแช่ไปถวายพระสงฆ์ สามเณร ตามวัดต่างๆ ตามศรัทธาแต่ต้องพยายามนำข้าวแช่ไปถวายพระสงฆ์ สามเณร ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเป็นโอกาสทำบุญประเพณีปีละครั้งเท่านั้น หลังจากถวายข้าวแช่ตามวัดต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว นำข้าวแช่ไปส่งคารวะญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ แล้วเชิญเพื่อนฝูงรับประทานข้าวแช่ สังสรรค์ตามประเพณีอย่างสนุกสนาน
จากนั้นคนหนุ่มสาวจะชักชวนกันไปชุมนุมในที่สาธารณะ ตรอกซอกซอยในหมู่บ้านเรือนลานกลางบ้าน ซึ่งมีการละเล่นพื้นบ้าน เช่น ลูกช่วง ลูกสะบ้า หรือเล่นเขาผี เช่น ผีกระด้ง ผีลิง ฯลฯ แต่ก่อนลงมือเล่นต้องสัญญากันว่า ผู้แพ้ต้องรำให้ดู หรือร้องเพลงให้ฟัง บางครั้งพวกขี้แพ้บางคนแกล้งร้องเพลงไม่ได้รำไม่เป็น ตีหน้าตายเรื่อยๆ หัวร่อกันครืนสนุกสนาน พอตกกลางคืนมีแต่การเล่นสะบ้า และมักเปิกโอกาสให้หนุ่มสาววิสาสะดูใจกัน พ่อแม่จะไม่ห้าม ถ้าไม่ถึงขั้นน่ารังเกียจ บางครั้งพ่อแม่จะนั่งดูการละเล่นอยู่ด้วยบางครั้งมีการเล่นเพลงพวงมาลัย มีการร้องรำเกี้ยวพาราสีกัน คล้ายเพลงฉ่อยหรือเพลงเกี่ยวข้าว
วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า "วันเนา" เป็นวันคาบวันเก่าขึ้นวันใหม่ มีกิจกรรมเหมือนวันที่ 13 เมษายน แต่วันนี้ผู้สูงอายุจะพากันไปวัดถืออุโบสถศีลตั้งแต่เช้า มากที่สุดเป็นเวลา 1 วันกับ 1 คืน
วันที่ 15 เมษายน เรียกว่า "วันเถลิงศก" หรือ วันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีสงกรานต์ หรือ ปีโหราศาสตร์ มีการส่งข้าวแช่ไปถวายวัดต่างๆ อีกเป็นวันสุดท้าย หรือถ้าในวันนี้มีการสรงน้ำพระ (การสรงน้ำพระอาจจัดขึ้นในวันที่ 15 เมษายนนี้ หรือถ้าต้องการจัดให้ยิ่งใหญ่ อาจจะเลื่อนออกไปอีกก็ได้ แต่ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ชาวบ้านทุกๆ บ้าน จะนิมนต์พระภิกษุชักบังสุกุลอัฐิบรรพบุรุษที่วัด หรือที่เจดีย์บรรจุอัฐิของบรรพบุรุษของตน เพื่อกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษ จนใกล้เวลา 15.00 น. ทางวัดจะเคราะห์เป็นสัญญาณบอกชาวบ้านให้ออกไปร่วมกันสรงน้ำพระ โดยสรงน้ำพระพุทธรูปและเจดีย์ก่อน จึงมาสรงน้ำพระภิกษุสามเณรทั้งวัด การสรงน้ำนี้จะสรงแบบอาบทั้งตัวเลย เมื่อสรงน้ำพระเสร็จชาวบ้านทั้งหมดไปรวมกันบนศาลาการเปรียญ ร่วมกันชักบังกุศลครั้งใหญ่แก่บรรพบุรุษเป็นครั้งสุดท้ายของประเพณีสงกรานต์จากนั้นชาวบ้านแยกย้ายกันกลับบ้าน เล่นสาดน้ำสนุกสนานตามประสาหนุ่มสาว เฒ่าแก่ ไม่ถือสาหาความกันจนกลับถึงบ้านจึงสรงน้ำแก่ปู่ย่า ตายาย พ่อแม่
หากชาวมอญคนใดเกิดในวันขึ้นปีใหม่ ตามประเพณีจะต้องขนทรายเข้าวัด ขนทรายราดถนนหนทาง เพื่อให้อายุยืนยาวและเป็นสวัสดิมงคลแก่ชีวิต พร้อมทั้งนำไม้ไปค้ำต้นโพธิ์ ก่อนจะค้ำโพธิ์ต้องนั่งลงพนมมืออธิฐานในใจว่า ขอให้เคราะห์หามยามร้ายต่างๆ กลายเป็นดี มีความสุขร่มเย็นดุจร่มโพธิ์แล้วจึงค้ำต้นโพธิ์ (หรือนำไปพิงต้นโพธิ์)
งานสรงน้ำพระประจำปี หากในวันขึ้นปีใหม่ไม่มีการจัดงานสรงน้ำพระ จะมีการจัดสรงน้ำพระที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในภายหลังโดย ตอนเช้า ชาวบ้านส่วนใหญ่จะออกไปทำบุญตักบาตรที่วัด ตอนสาย มีขบวนแห่นก แห่ปลา โดยคนหนุ่มสาวจำนวนเป็นร้อย แต่งตัวแบบไทยรามัญอย่างสวยงามมาร่วมกระบวน เริ่มต้นกระบวนที่วัดแห่ไปรอบตำบลพร้อมกลองยาว หรือบางปีเป็นแตรวงระหว่างทางที่กระบวนแห่ผ่านจะมีผู้ศรัทธาบริจาคเงินซื้อนก ปลา หย่อนใส่บาตรพระที่เตรียมไว้ เมื่อขบวนแห่กลับถึงวัดจึงจัดตั้งนก ปลา ไว้ให้ผู้ศรัทธาแลกเปลี่ยนไปปล่อย เพื่อสะเดาะเคราะห์ ตอนเย็น มีการสรงน้ำพระตามแบบที่กล่าวข้างต้น
|